Movies

รักแห่งสยาม

posted on 28 Nov 2007 21:44 by rainbow27332  in Movies

วันก่อนๆลงเพลงประกอบไปเสียหลายเพลง

เมื่อคืนวันลอยกระทงไปโดนลากไปดูหนังเรื่องรักแห่งสยามมา

รู้สึกว่าเพลงมันเพราะดีก็เลยเอามาลงแบบบ้าคลั่งไปนิด

แรกเริ่มเดิมทีที่ได้เห็นเบื้องหลังกองถ่าย

ตอนนั้นเป็นการไปสัมภาษณ์คุณแม่กิติมศักดิ์ สิยจัย

ได้ยินชื่อเรื่องเราก็คิดอยู่ว่ามันน่าสนใจดี "รักแห่งสยาม"

ตอนแรกคิดจริงๆว่ามันจะเป็นเรื่องย้อนยุคนิดๆ

เป็นเรื่องรักชาติรักแผ่นดิน เออ...เข้าถ้าน่าสนใจ

แต่พอได้ดูMV เพลงที่ออกมาฉายหนแรก

อ้าว...SIAM CENTERเด็กสยามหรอกเหรอ

แล้วกันเข้าใจผิดมาตลอดเลย ก็เลยหมดความสนใจเรื่องนี้ไปเลย

ผิดกับบรรดาบุคคลรอบกายที่ต่างสนอกสนใจใคร่จะไปดูกันให้ได้

ไม่ใช่ว่าขวางโลกอะไรหรอกนะ

แค่ไม่เห็นจะรู้สึกว่าเรื่องของเด็กที่เดินเพ่นพ่านอยู่แถวสยามจะกลายเป็นเรื่องน่าสนใจไปได้ยังไง

ยิ่งพอหนังเข้าแล้วมีคนมาบอกว่าเด็กมันเป็นเกย์

(ป่านนี้เข้าไปแล้วคงไม่มีใครหาว่ามาสปอยหนังหรอกนะ เขารู้กับทั้งเมืองแล้ว)

ความสนใจที่อยากจะไปดูหนังเรื่องนี้ยิ่งลดน้อยถอยหาย

แถมยังออกจะเซ็งที่พักหลังมานี้มีหนังพลัง "วาย" แพร่กระจายทั่วไปหมด

แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ ว่าโดนหลอกไป ก็เลยคร้านจะเถียงไหนๆเสียตังค์ไปแล้ว

แต่พอดูจริงๆแล้วก็รู้สึกเลยว่า เฮ้ย...เรื่องมันดีนี่หว่า

อย่างน้อยเรื่องมันก็ไม่ได้มีแค่เกย์อย่างที่ใครๆเอาแต่พูดกันในแง่นั้น

มันยังมีเรื่องของครอบครัวครอบครัวหนึ่งที่เจอปัญหา

แต่ทุกคนก็ต้องร่วมกันผ่านมันไปให้ได้

แม่คนหนึ่งที่ฝากความหวังทั้งหมดไว้กับลูกชายผู้เป็นความหวังสุดท้ายที่จะฝากฝังไว้ได้

เด็กผู้ชายคนหนึ่งที่มีพร้อมทุกอย่างแต่ก็ยังเหมือนขาดอะไรบางอย่างในชีวิตไป

เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ยอมที่อะไรเพื่อคนที่เขารัก แม้ว่าจะรูว่าไม่มีทางได้รับความรักตอบกลับมา

เด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งที่ยืนหยัดอยู่ข้างกับไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไร

เรื่องของผูหญิงคนหนึ่งที่มีความตั้งใจว่าจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมให้ได้

ในเรื่องยังมีหลายๆฉากที่สื่อความหมายลึกๆอะไรบางอย่างให้คนดูได้คิด(ถ้าจะคิดตามกันอะนะ)

สอง สามวันมานี้เพื่อนๆก็มาพูดกันเรื่องนี้มากขึ้น แน่นอนว่าพูดในแง่ว่ามันเป็นเกย์กันไปหมด

ก็ยิ่งรูสึกว่า เรื่องมันไม่ได้มีแค่นั้นซักหน่อย

จะว่าไปแล้วก็รู้สึกว่าเรื่องมันดีมากเลยนะ ยกเว้นเรื่องพลังวายที่กระฉูดมากไปนิด

ไม่ใช่ว่าanti อะไรหรอกนะ แค่รับไม่ค่อยได้เท่านั้นแหละ

แต่พอมาคิดดูอีกที ถามประเด็นเรื่องนี้เปลี่ยนเป็นปัญหาแบบอื่นๆ

เรื่องมันก็จะไม่ออกมาเป็นแบบนี้ ไม่ดีเท่านี้ก็ได้

Moonhunter

posted on 03 Mar 2007 05:33 by rainbow27332  in Movies

Moonhunter คนล่าจันทร์ หรือ 14 ตุลา สงคารมประชาชน

หนังเรื่องนี้หายากจริงๆ

พลิกแผ่นดินหาอยู่นานสองนานตั้งแต่อยุธยาถึงสยาม

กว่าจะได้มาเลือดตาแทบกระเด็น

แต่ในที่สุดก็ได้มาจนได้หลังจากถอดใจไปแล้ว

บังเอิญเหลือเกินว่าวันนั้นเดินผ่านร้านหนังแผ่นแผงลอยแถวบ้าน

จู่ๆก็เกิดความรู้สึกบางอย่างทำให้โฉบเข้าไปคุ้ยดูเสียหน่อย

ในที่สุด ก็เจอแผ่นที่สามของแถวแรกที่ไปรื้อ

มันช่างในความรู้สึกอึ้ง ทึ่ง เสียวอย่างบอกไม่ถูก

อารมณ์ประมาณว่า"แต่เราก็หากันจนเจอ..."

ตอนแรกก็นึกสงสัยอยู่ว่าทำไมถึงมีชื่อภาษาอังกฤษว่า "Moonhunter"

พอได้มาดูถึงได้รู้ถึงว่าลึกซึ้งของชื่อเรื่อง

เรื่องนี้ได้เล่าถึงเหตุการณ์ช่วงสิบสี่ ตุลา

คู่ขนาดไปกับเหตุการณ์ที่ตัวเอกของเรื่องหนีเข้าป่าไปในตอนหลัง

ในเรื่องมีอยู่ฉากหนึ่งที่พระเอกนอนๆอยู่ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา

เพราะระแวงแสงจจากดวงจันทร์ส่องเข้าตา

พี่ท่านก็ยกปืนส่องเตรียมยิง พอคนอื่นเห็นก็แซวกันใหญ่

ตอนที่ดูก็ขำไปกับเขา

แต่ตอนหลังมาคิดๆดูมันแสดงถึงความไม่มั่นคงในชีวิต

อยู่ไม่เป็นสุข เห็นอะไรหวาดระแวงไปหมด

ดูแล้วก็เศร้าใจ

คนไทยเหมือนกัน พูดภาษาไทยเหมือนกัน ตะโกนด่ากันรู้เรื่อง

แต่ต้องมาสู้รบกัน มาฆ่ากันเองแบบนี้

Kingdom of Heaven

posted on 03 Mar 2007 05:24 by rainbow27332  in Movies

เรื่องเกี่ยวสงครามครูเสดอันยาวนาน

สำหรับคนบางกลุ่ม

นั่นเป็นสงครามศักสิทธิ์เพื่อพระเจ้า

ซึ่งก็คือพระเจ้าองค์เดียวกัน

แต่สำหรับคนบางกลุ่มแล้ว

นั่นก็เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อขยายอาณาเขตของตัวเองเท่านั้น

เรื่องนี้ไม่มีใครผิดใครถูก


ทุกคนทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ศรัทธา


เห็นว่าถูกว่าควร


ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด


แต่สิ่งที่ถูกที่ควรในความคิดของคนๆนึง


กลับไปขัดแย้งกับความถูกต้องของคนอื่น

หนังเรื่องนี้มีปรัชญาข้อคิดตลอดเรื่อง

มีหลายๆประโยคที่น่าคิด

แต่ว่าจำไม่ได้เท่าไหร่

ที่ชอบที่สุดคือประโยคสุดท้ายของเรื่อง

ก็คือประมาณว่า

แม้เวลาจะล่วงเลยมาเป็นพันปีแล้ว

แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าสงครามนี้จะจบลงจริงๆเสียที